Go back to previous page
Forum URL: https://www.palm-plaza.com/cgi-bin/CCforum/board.cgi
Forum Name: Story Club
Topic ID: 417
Message ID: 91
#91, RE: ขอร้องพี่ๆครับ ใครมีนิยายเรื่องหนึ่งใจหลายรักของพี่เอ๋CT บ้างครับ อยากอ่านต่อจนนอนไม่หลัยเลย
Posted by POPO on 03-Aug-16 at 09:53 PM
In response to message #0
91……
ในความทุกข์ใจบางครั้งคนเราก็อาจมีน้ำหล่อเลี้ยงจิตใจก็ได้ จดหมายฉบับแรกของตั้มมาถึงมือเราตั้มเล่าถึงความลำบากที่อยู่ที่โน่น ถึงแม้พี่เขยจะรับรองแต่ญี่ปุ่นก็ยังไม่มีงานให้แรงงานต่างชาติมากนัก ไหนจะเรื่องโดนกีดกันอีก ตั้มได้รับค่าแรงน้อยกว่ามาตรฐานแต่ก็ต้องทนเพราะยังดีกว่าทำที่เมืองไทย ตั้มพูดภาษาญี่ปุ่นได้เยอะแล้ว ทั้งยังเล่าว่าสาวญี่ปุ่นสวยๆเยอะ เราเก็บจดหมายไว้อย่างดี เพื่อนรัก เราขอโทษนะที่ลืมนายไป เพื่อนเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในเวลานั้นสำหรับเรา หลังจากตื่นนอนตอนเย็นก็จะไปกินข้าวที่ห้องอี๊ดทุกวันบางทีก็มีแค่ถา ที่นั่งกินเป็นเพื่อน น้องไก่ก็คอยมาด้อมๆมองๆ ไม่ห่างเดี๋ยวเข้าเดี๋ยวออก บุคลิกของเราถ้าคนไม่รู้จักมักจะบอกว่าเชิด แต่เราไม่ได้เป็นเช่นนั้นสักนิด เพียงแต่ไม่อยากจะพูดกับคนที่ไม่รู้จักเท่านั้น
“พี่เอ๋ พักนี้ไม่เห็นแฟนพี่เลย เขาไปไหนแล้วหล่ะ” เราคิดไปเองว่าถูกเยาะเย้ย
“เรื่องอะไร ของเธอหล่ะ ไก่” เรายังคงหงุดหงิดเสมอถ้ามีใครพูดพาดพิงถึงหรั่ง
“แหม พี่เอ๋ก้อ แค่นี้ก็อารมณ์เสีย” ไก่คงอายเลยเดินกลับห้อง เราเองก็รู้สึกไม่ดีเหมือนกันที่กระแทกเสียงไปอย่างนั้น ถาเองก็งง
“เรากลับแล้วนะ” เราลุกขึ้นยืน วันนี้เป็นวันหยุด เราเองก็ไม่รู้จะไปไหน ยิ่งทำงานเรายิ่งสนุกกับงานจนแยกไม่ออกแล้ว ให้นอนเฉยๆเหมือนนักศึกษาคนอื่นคงเป็นบ้า
“อี๊ดยังไม่มาเลย นั่งคุยกันก่อนสิเอ๋” ถาชวนให้อยู่ต่อ
“ก็ขี้เกียจอยู่ ไม่รู้จะคุยอะไร ถาก็ไม่ค่อยคุย”
“เถอะน่า อยู่เป็นเพื่อนเราก่อน ไม่งั้นไก่มันคงเดินเข้ามากวนเราอีก” เรามองหน้าถาแบบงงงง
“นายไม่ชอบเขาแล้ว ไปให้ความหวังเขาทำไมหล่ะ” เราแย้ง
“ผู้ชายกับผู้ชาย นี่นา ถ้าเป็นเพื่อนกันเหมือนเอ๋ เราก็พอจะคุยด้วยสนิทใจหรอก แต่นี่ไก่มันติดเราแจเลย คะขาจนน่ารำคาญ” ถาอธิบายความรู้สึกให้ฟัง เราพลอยนึกสนุกขึ้นมาอีก
“แล้วถารู้ได้ยังไง ว่าเราคิดกับนายแค่เพื่อน” เรามองหน้าถาอย่างท้าทาย “เราก็ไม่ต่างจากไก่หรอกนะ อยู่ใกล้ๆคนหล่อแบบนี้” เราแกล้งเอามือวางที่ขาแล้วบีบเบาๆ ถาสะดุ้งรีบกระเถิบตัวออก
“ขนลุกเลยเอ๋เล่นอะไรไม่รู้” เราหัวเราะหึหึ แล้วเอื้อมมือไปปิดประตู
“จะทำอะไร” ถาทำหน้างง
“หยอกแค่นี้ก็กลัวไปได้ ทำยังกะไม่เคยงั้นแหละ” เราเปิดประตูอีกทีเมื่อได้ยินเสียงเคาะ
“เฮ้ย ทำอะไรกัน” อี๊ดเสียงดังเหมือนเคย น้องไก่มาอีกรอบแล้ว เราอยากเล่นสนุกกับกระเทยด้วยกันบ้างแก้เซ็ง
“ก็ถานะสิ บอกว่าเมื่อยเลยกะจะนวดให้สักหน่อย มึงไม่น่าขัดจังหวะเลย”
“เฮ้ยไม่ใช่นะโว๊ย” ถารีบปฏิเสธ
“กลัวน้องไก่เข้าใจผิดเหรอ ถึงไม่ยอมรับ” น้องไก่ยืนพุงอืดหน้าตึงอยู่หน้าห้อง “ไปเล่นห้องนกดีกว่า” เราดีดที่พุงของไก่เบาแล้วมองแบบยั่วๆ สนุกดีอีกระเทยบ้าเราด่าตัวเองในใจ ก่อนจะเดินไปที่ห้องของนก หนุ่มๆนอนเอกเขนกกันหน้าจอทีวี ห้องรกมาก อยู่กันยังไงก็ไม่รู้ เสื้อผ้าแขวนเกะกะไปหมด เราไม่อยากเดินเข้าไปเลยเกาะที่ขอบประตู
“มีอะไรเอ๋” นกละสายตาจากทีวีมาถาม
“ไม่มีแค่แวะมาดู ไปนอนหล่ะ” มันเหมือนเป็นสัญญาณลับระหว่างเรากับนก ถ้าหากเราไปที่หน้าห้องเขาเมื่อไหร่ก็หมายถึงว่านกต้องทำงาน จริงๆแล้วก็ไม่ได้นัดกันหรอก หากแต่มันก็เหมือนบังเอิญทุกที เดินผ่านห้องอี๊ด อีกทีน้องไก่นั่งอ้วนขวางประตู มองเราตาขวาง คนอ้วนเวลาโกรธน่ารักดี
เราก็ไม่รู้นึกครึ้มอะไรเดินแวะเข้าตูโทรศัพท์หน้าหอ กดเบอร์บ้านพี่โด่งเล่นๆ
“เอ๋เหรอ มีอะไร”
“หายไปนานเลยนะพี่โด่ง มีเมียแล้วละสิ ได้หน้าแล้วลืมหลังเลยนะฮะ” น้ำเสียงเราแจ่มใสขึ้นมาทันทีที่พี่หรั่งรับสาย
“อย่ามากวน ทำอะไรอยู่นะเรา ไม่ทำงานเหรอ”
“วันนี้หยุด พี่ก็หยุดละสิ โทรมาถึงมีคนรับ ทำอะไรอยู่”
“ชักว่าวอยู่ กำลังจะเสร็จ” พี่โด่งพูดเสร็จก็หัวเราะ
“อยากอยู่ใกล้ๆจัง จะได้ดูว่าวลอยลมบนด้วย”
“ทะลึ่งนะเดี๋ยวนี้ มาหาพี่มั๊ยครับ” พี่โด่งปลี่ยนเรื่อง
“พี่มาหาเอ๋สิ คิดถึงพี่โด่งจังเลย” เราคันขึ้นมาอีกแล้ว “พี่โด่งจะไปเมืองนอกอีกเมื่อไหร่”เราถามต่อเมื่อเห็นแกเงียบ
“มะรืนก็บินอีกแล้ว มาช่วยพี่เก็บเสื้อผ้าหน่อยเอ๋ นั่งแท็กซี่มาเลย ยังไม่ดึกนี่ มาเอาค่าแท็กซี่กับพี่” พี่โด่งยังชวนต่อ
“จริงรึเปล่า” เรายังเล่นตัวเล็กน้อย
“เร็วๆ วางหูแล้วนั่งรถออกมาเลยนะจะรอ พูดเล่นอยู่ได้” พี่โด่งวางหูไปแล้ว ไม่มีอะไรทำไปเล่นกับพี่โด่งดีกว่า แล้วรถแท็กซี่ก็พาเรามาฝั่งธน ใจเอาน่าดูเลยนะเรานี่ พี่โด่งยืนรออยู่ที่หน้าอพาร์ทเม้นท์จ่ายค่าแท็กซี่ให้อย่างที่บอก แล้วก็เดินโอบคอเราขึ้นข้างบน
“ไง เราเมื่อไหร่จะมาอยู่ด้วยซักที มาเฝ้าห้องให้หน่อยสิ”
“ไกลจะตายชัก ไปทำงานสายพอดี”
“เอ๋ก็ขับรถพี่ไปสิ ขับเป็นไม่ใช่เหรอ”
“ไม่ได้ขับนานแล้ว ใบขับขี่ยังไม่มี รถที่บ้านก็แค่ขับไปขับมา จากบ้านไปตลาดแค่นั้นเอง”
“ก็ไปสอบสิ พี่ไม่ค่อยอยู่ห้องห่วงรถเหมือนกัน ดีที่มีแต่คนกันเองอยู่เลยฝากเขาได้”
“กระเป๋าเก็บเสร็จแล้วนี่ โกหกนี่นา” เรากวาดสายตาไปทั่วทั้งห้องพี่โด่งคงไม่มีเวลาหาเมียแน่ๆ บินไปโน่นมานี่บ่อยๆ “พี่จะหาเงินไปทำไมเยอะแยะ ลูกเมียก็ไม่มี”
“น้ำขึ้นต้องรีบตัก อยากมีเมียเหมือนกันนะ แต่ไม่มีเวลาหา เอาเด็กแถวนี้ทำเมียก่อนแล้วกัน” ว่าแล้วพี่โด่งก็ดันเราลงที่เตียงเหมือนเคย “คิดถึงพี่มั๊ย” เราพยักหน้า เราชอบเวลาที่ผู้ชายถามความรู้สึกของเราทุกครั้งมันเหมือนกับว่าเขายังใส่ใจเราอยู่ตลอดเวลา ฟังแล้วดูหวานและอบอุ่นดี รสจูบพี่โด่งยังร้อนแรงไม่มีใครเทียบได้และนี่คงเป็นเหตุผลนึงที่เราตัดใจไม่ขาด แว่บทีไรก็จะนึกโหยหาอยู่เสมอ รู้สึกดีใจเหมือนกันที่เราเปลี่ยนความรักที่มีต่อพี่โด่งมาเป็นรูปแบบอย่างนี้เพราะเราไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดเลยเวลาจากกัน พี่โด่งพร้อมเต็มที่แล้วเพราะปากเราแกลุกขึ้นไปเอื้อมมือหยิบถุงยางมาใส่ เราลอบมองด้วยความแปลกใจ พี่โด่งยังอารมณ์ดีแม้น้องชายจะโกรธจัด
“ระวังไว้ก่อนนะ ทั้งพี่ทั้งเอ๋” แกเอามือมาปิดตาเรา “มองอยู่ได้” เรี่ยวแรงมหาศาลทะลวงเข้ามาในตัว เราได้แต่เกร็งตามเป็นจังหวะนานมากที่ตามหารสชาดแบบนี้ยังไม่เคยเจอเลยสักคน
“ขอบคุณนะพี่” เราจูบที่หน้าผากพี่โด่งเบาๆ
“ขอบคุณอะไร” พี่โด่งคงงง “ก็ขอบคุณที่ทำให้ไง” เราเองก็อายจะตอบกะจะหวานเหมือนในหนังซักหน่อย
“โรคจิต” พี่โด่งตีหัวเราแล้วกอดเราแน่น ความอบอุ่นที่ถ่ายทอดจากตัวพี่โด่งนั้นไม่เคยมีใครเหมือน ถ้าหากย้อนเวลาได้ คงดีเราอยากจะเก็บความรู้สึกดีๆอย่างนี้ตลอดเวลาไม่ใช่เป็นแค่ความทรงจำเก่าๆไว้ให้แค่ระลึกถึงเท่านั้น
…...ยามเมื่อเราเจอกัน เธอสบตาฉันเหมือนดั่งทักทาย ทำให้ใจฉันหายรู้สึกคล้ายๆฉันมีปมด้อย …เราต้องจากกันไกล เราต่างเศร้าใจ เราต่างหลงคอย.....เป็นด้วยบุญฉันน้อยจึงปล่อยเธอคอยจนสายเกินไป......................
เจอะกันครั้งนี้ฉันมีความเศร้าฤทัย กรุ่นอยู่ภายในหมดทางเผยใจให้เธอได้เห็น ได้แต่มองตากันเธอสบตาฉัน ฉันก็คิดเป็น ตาไม่อาจซ่อนเร้นทุกสิ่งที่เห็นนั่นแหละหัวใจ
เราเคลิ้มไปกับเพลงภาษาใจที่พี่โด่งเปิดตอนขับรถมาส่งถึงหน้าโรงแรม พี่โด่งยิ้มหล่อเหมือนเคย
“แล้วเจอกันนะเอ๋”
“เอ๋รักพี่โด่งนะฮะ” เราบีบมือแกเบา
“พี่เข้าใจ ตั้งใจทำงานนะ “เราปิดประตูรถเบาๆแล้วยืนดูจนรถเคลื่อนออกไปช้าๆ มีแค่ภาษาใจโดยผ่านการสัมผัสทางกายเท่านั้นเองที่พี่โด่งจะสื่อให้เรารู้ได้ว่าแกคิดยังไง ไม่เป็นไรหรอกพี่เอ๋ยอมรับทุกอย่างได้หมดแล้ว เรายิ้มกับตัวเองก่อนจะเดินเข้าที่ทำงานด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมสุข...................