คณะที่เรียนแล้วตกงานสูง ก็แนวสังคมศาสตร์ เช่น สังคมสงเคราะห์ สังคมวิทยา ปรัชญาและศาสนา ประวัติศาสตร์ ตามด้วยคณะบริหารธุรกิจ ที่ใคร ๆ ก็เรียนได้ ทุกวันนี้แทบแจกปริญญา
ต่อไปปริญญาบริหารธุรกิจนี่แทบจะไม่มีค่าอะไรแล้ว ยกเว้นเรียนใน U ชั้นนำของต่างประเทศ หรือในไทยก็อาจจะมีแค่จุฬา ธรรมศาสตร์ที่ยังพอขลัง ที่เหลือคือปัดตกหมด
ตามด้วยคณะนิเทศศาสตร์ เพราะเดี๋ยวนี้ใครๆ ก็ทำคอนเทนต์ทำสื่อเองออกมา โดยไม่ต้องผ่านการกลั่นกรอง ยกเว้นเสียแต่ว่าจะมีรัฐเข้ามาคอยควบคุมการทำสื่อ YouTube และ Social Media ต่างๆ
อย่างออสเตรเลีย มีกฎหมายเลยว่าใครจะเอาข่าวจากช่องข่าวมาแชร์ ต้องเสียเงินค่าลิขสิทธิ์ด้วย แล้วก็ไม่ใช่ copy มาโดยไม่ขออนุญาต ไม่งั้นนักข่าวและสื่อก็ตกงานสิ ทำมาแทบตาย แต่มีคนมาฉวยโอกาส
พวกรากหญ้าในไทยกว่าจะมีจิตสำนึกได้ คงอีกนาน จึงยากมากที่จะมีกฎหมายแบบนี้ ทำให้คนเรียนสายสื่อสารมวลชน และนิเทศศาสตร์เสี่ยงตกงานสูงมาก
พวกวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ จะอยู่ได้แค่บางแห่ง และต้องมีคุณภาพจริงๆ เพราะพื้นฐานวิทยาศาสตร์ของโลกใบนี้ ต้องการนักชีววิทยา ฟิสิกส์ เคมี คณิตศาสตร์เสมอ
แม้แต่บิล เกตส์ ยังบอกเลยว่า AI จะไม่มีทางแทนนักชีววิทยาได้ แต่ว่าประเทศไทยยังหล้าหลัง ไม่คิดเรื่องนี้ว่าหมายความว่ายังไง
เพราะการตีความข้อมูลชีวภาพต้องพึ่งนักชีววิทยาที่ชำนาญจริงๆ เพราะ AI มันไม่ได้แม่นยำ เพราะมันก็ขึ้นกับอัลกอลิธึม ที่คนป้อนให้มันนั่นแหละ มันถึงจะแม่นยำ
อย่างการระบุชนิดสิ่งมีชีวิตมันจะมาให้ AI ช่วยได้แค่ไม่กี่ชนิดหรอก ที่ common หรือที่พบทั่วไป แต่ชนิดใหม่ๆ แปลกๆ ไม่มีในอินเทอร์เนต ไม่มีในฐานข้อมูล อี AI ก็เอ๋อแดกสิคะ
รวมถึงการเพาะเลี้ยงเซลล์ ทดสอบยากับเซลล์ จะให้อี AI ไปทดสอบให้ได้ยังไง
แต่นักชีววิทยาที่จะตกงาน ก็คือชีววิทยาแนวประยุกต์มาทาง AI ต่างหาก เพราะ AI มันจะทำแทนเลย เช่น เขียนโค้ด เขียนโปรแกรม bioinformatics แทนยังได้
แต่นักชีววิทยา แนวสกิลในแล็บเช่น ตัดเนื้อเยื่อ พยาธิ ทำ tissue sectioning แล้วย้อมสี อ่านผลแล็บ ต้องพึ่งคนก่อนให้ AI ช่วยนะคะ
หรือแม้แต่จะตรวจสารพันธุกรรม DNA และโคลนยีน ศึกษากลไกเชิงลึก อี AI จะมาทำแทนในแล็บเปียก (wet lab) ไม่ได้เลย
แต่ AI มันอาจจะช่วยออกแบบอะไรบางอย่าง หรือให้คำแนะนำช่วยได้ แต่ไม่มีทางแทนคนจริงได้
แต่พวกคณิตศาสตร์ กับฟิสิกส์ บางสาขาที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี AI นั่นแหละจะตกงานก่อน เพราะว่า AI พอพัฒนามากๆ สูงๆ ก็ไม่ต้องการคนพวกนี้แทนแล้วค่ะ
แต่นักฟิสิกส์ แนวทดลอง แนวอยู่ในแล็บถึงจะอยู่รอดค่ะ แนวทฤษฎีอาจจะต้องลดลงไป เพราะ AI ช่วยคิดวิเคราะห์แทนได้บางส่วนนะคะ
ส่วนสายแพทย์ ในบรรดากลุ่มแพทย์ด้วยกัน เกิดความกังวลว่าแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ครอบครัว รังสีแพทย์ จะจำเป็นน้อยลง
เพราะแต่ก่อนต้องให้รังสีแพทย์ช่วยอ่านผลฟิล์ม X-ray และ CT scan ก็ต้องให้รังสีแพทย์ช่วยแปลผล แต่พอมี AI มันช่วยอ่านได้ และทำได้แม่นไม่แพ้กัน
แต่รังสีแพทย์ยังจำเป็นกรณีต้องคำนวณโดสรังสีและการออกแบบวัสดุอุปกรณ์ที่จะให้คนไข้สวมใส่ก่อนเข้าเครื่อง แต่ก็นั่นแหละ คือจำเป็นน้อยลงมากกว่าแต่ก่อน
เพราะ AI มันเข้ามาช่วยคิดแทนได้เยอะ
แต่แพทย์แนวผ่าตัด ศัลยแพทย์ ยังต้องการสูงเช่นเดิม แต่อาจจะมี AI แขนกลมาช่วยทำงานมากขึ้นทำให้ต้องการพยาบาลในห้องผ่าตัดน้อยลงกว่าเดิม ทำให้น้องกิ๊กอาจจะตกงานบ้าง
แพทย์อายุรแพทย์ก็อาจจะต้องการน้อยลง เพราะว่า AI ช่วยตอบคำถามบางอย่างแทนอายุรแพทย์ได้
แพทย์ที่จะไม่ตกงานแน่นอน มีแค่ศัลยแพทย์ ทันตแพทย์ (เพราะ AI ปฏิบัติให้เองยาก) แพทย์เวชวิกฤตฉุกเฉิน แพทย์หัวใจ และระบบหลอดเลือด เป็นต้น
ที่เหลือคือความต้องการจะน้อยลง เพราะ AI คิดและตอบแทนได้เยอะ แม้แต่จิตแพทย์ก็ต้องการน้อยลง เพราะ AI ช่วยคุย สื่อสาร เหมือนช่วยตอบโต้กับผู้ป่วยจิตเวช ได้ แถมฟีลดี จนรู้สึกรัก AI ด้วยซ้ำ
นั่นแหละค่ะ
สรุป 12 ด้าน ตกงานเกือบ 100% ใน 4 - 5 ปีนี้ ในยุค AI เติบโต เรียงจากต่ำไปสูง (แถม 2 ด้าน ปกติจัดกันแค่ 10 ด้าน)
12. เทคนิคการแพทย์ เพราะจะมี AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลแทน
11. เภสัชกร เพราะเดี๋ยวนี้ผลิตเกินความต้องการและมี AI ช่วยคิดการจ่ายยา ทำให้ความต้องการ (ตำแหน่งใน รพ.รัฐ) น้อยลง
10. วิทยาศาสตร์ ที่ hard skills ไม่ชัดเจน เช่น ฟิสิกส์บริสุทธิ์ที่เน้นทฤษฏี + คณิตศาสตร์ ที่เน้นทฤษฎี แป๊กหมด + เคมี ที่เน้นบริสุทธิ์เกินไป จนประยุกต์ใช้ยาก
รวมถึง วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม เพราะ AI คิดค้นนวัตกรรมสิ่งแวดล้อมแทนและจัดการแทนได้หมด และชีวเคมี เพราะว่าไม่ใช่ทั้งชีววิทยา และไม่ใช่ทั้งเคมี สำหรับในไทยคือตลาดไม่กว้าง
สู้เอาเด็กเคมีเก่งๆ หรือนักชีววิทยาเก่งๆ ที่ประยุกต์ใช้งานได้ดีกว่า เพราะชีวเคมี ไปไม่สุดสักทาง ไม่เด่นการระบุชนิดสิ่งมีชีวิต ไม่เด่นสรีรวิทยา ไม่เด่นระบบกลไกระดับเซลล์ แบบนักชีวะทำได้
แต่ก็ไม่สู้เคมีที่วิเคราะห์องค์ประกอบเคมี เข้าใจกระบวนเคมีเด่น
9. วิศวกรรมบางสายงานในไทยไม่โตนะ โดยเฉพาะสายที่ไม่เด่นด้านการก่อสร้าง เช่น วิศวกรรมเกษตร วิศวกรรมชีวการแพทย์ วิศวกรรมสิ่งแวดล้อม วิศวกรรมวัสดุ เป็นต้น ส่วนใหญ่แนวโน้มตกงานสูงมาก
แม้แต่วิศวกรรมอุตสาหการ และวิศวกรรมเคมี เพราะฐานการผลิตน้อยลงมาก ทำให้ไม่มีความต้องการจ้างในประเทศมากเท่าไหร่ วิศวะที่ยังรอด คือโยธา เครื่องกล ไฟฟ้า และคอมฯ
8. ครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ เพราะตำแหน่งบรรจุน้อย ผลิตเกินความต้องการของตำแหน่งที่มีในโรงเรียน
7. นิเทศศาสตร์แบบดั้งเดิม ยกเว้นปรับตัวเป็นแนวสื่อดิจิทัล อาจจะพอต่อลมหายใจได้ ถ้าแนวดั้งเดิมคือแทบจะตกงานเลยนะ แม้อุตสาหกรรมบันเทิงยังพอไปต่อได้
แต่ต้องปรับเปลี่ยนแนวการเรียนการสอนนิเทศฯ ให้เข้ากับยุค AI และดิจิทัล ไม่งั้นจะร่วงกว่านี้อีก
6. เกษตรศาสตร์ แม้พื้นฐานไทยจะเป็นประเทศเกษตรกรรม แต่เกษตรยุคใหม่ใช้ AI ช่วยได้เยอะ แถมมีเทคโนโลยีที่เข้าถึงได้ แทนคนเรียนเกษตร ที่พื้นฐานส่วนใหญ่อ่อน
ยกเว้นคนเรียนเกษตรเชิงปรับปรุงพันธุ์สัตว์ ปรับปรุงพันธุ์พืช อาจจะได้งานสูง และตกงานน้อยกว่า แต่สาขาอื่นๆ ในเกษตร เสี่ยงตกงานหมด เพราะไม่ได้มีความต้องการเยอะขนาดนั้น
5. รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ คณะและสาขานี้ตกงานสูงกว่า เพราะงานแคบ ตำแหน่งไม่ค่อยมี มีแค่ตำแหน่งข้าราชการท้องถิ่น แต่ก็ไม่ได้เยอะเท่าเดิม
อีกอย่างคนเก่าก็ไม่เกษียณ เรียนไปก็เสี่ยงตกงานสูง
4. สังคมศาสตร์ (แทบทุกสาขา เช่น สังคมวิทยา มานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ ปรัชญาฯ ซึ่งบางคณะ สาขาเหล่านี้สังกัดคณะอักษรศาสตร์)
3. ศิลปกรรมศาสตร์ (เช่น จิตรกรรม นาฎศิลป์ ดนตรีต่างๆ และการแสดง เป็นต้น) ดูอ่างแก้วเป็นตัวอย่าง จบมานานแล้ว ก็ได้งานไม่ตรงสาย เพราะเป็นคณะที่ความต้องการในตลาดน้อย
ต้องผันตัวเองไปทำอาชีพอื่นไป
2. นิติศาสตร์ คนจบเยอะมาก ทางเลือกจำกัด ปีหนึ่งผลิตปีละเป็นหมื่นคนทั่วประเทศ มีคนจบด้านนี้เยอะ ทั้ง ม.รัฐ และ ม.เอกชน ก็ผลิตออกมาแข่งกัน แต่ตำแหน่งมีน้อย
แม้จะมีกลุ่มทนายหิวแสง แต่ก็ใช่ทุกคนจะได้งาน ได้เงินแบบทนายโซเชียล ที่เหลือคือต้องไปทำอาชีพอื่นประทังชีวิต
1. บริหารธุรกิจ เพราะเปิดเยอะมาก มีแทบทุกมหาวิทยาลัย ผลิตออกมาแบบไม่หวาดไม่ไหว ใครๆ ก็เรียนจบ แถมมีปริญญาแบบเรียกว่า 3+1 หรือ 4+1 เยอะ
แบบเรียนจบตรีคณะอื่นไป+ อีก 1 ปี แล้วได้ ป.โท หรือจบแล้วได้ 2 ปริญญาอีก ทำให้คณะนี้เป็นคณะที่เรียกว่าการตลาด ลดแลก แจกแถม คนจบเกลื่อน แต่ไม่รู้ไปทำอะไร