มันวิวัฒนาการมาจากส่าหรีค่ะ สไบจริงๆ มีที่มาจากส่าหรีของอินเดีย ถูกนำเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านอาณาจักรที่ได้รับอิทธิพลจากอินเดีย เช่น ฟูนัน, ทวารวดี, อาณาจักรเขมร และ ศรีวิชัย
กัมพูชา 🇰🇭
ในภาษาเขมร คำว่า สไบ ( ស្បៃ ) หมายถึงผ้าพาดหน้าอกแบบไม่สมมาตร มักปักลวดลายและทำจากผ้าไหมใช้สวมใส่ในการแสดงบัลเลต์และพิธีการต่าง ๆ มีสไบหลายรูปแบบ

บันทึกของจีนเล่าจากตำนานการก่อตั้งของนางนาค (Neang Neak) และพระทอง (Preah Thong) ว่า พระทองไม่พอใจกับการที่นางนาคเปลือยกาย จึง พับผ้าชิ้นหนึ่งให้เป็นเครื่องนุ่งห่ม แล้วให้นางสอดศีรษะผ่านผ้านั้น
นักวิชาการและครูบัลเลต์ชื่อ Prumsodun Ok เขียนว่า แม้ในปัจจุบัน เรื่องนี้ก็ยังอธิบายวิธีการสวมสไบ
สไบยังถูกใช้ในงานแต่งงานแบบดั้งเดิมของเขมร ในพิธี Preah Thong Taong Sbai Neang Neak (พระทองจับสไบของนางนาค) ซึ่งเป็นตัวแทนของตำนานการกำเนิดชนชาติเขมร โดยเจ้าบ่าวจะถือสไบของเจ้าสาวจากด้านหลัง แล้วเดินตามพิธี เพื่อ สื่อถึงการเข้าสู่ดินแดนพญานาค


ภาพสลักนูนต่ำ (bas-relief) ที่ปราสาท บายน, ปราสาทพระขรรค์ และวัดในสมัยอังกอร์อื่น ๆ แสดงให้เห็นผู้หญิงสวมสไบลักษณะคล้ายผ้าคลุมไหล่ ขณะที่บุคคลชายในทางศาสนาสวมสไบที่มีการออกแบบเชิงสัญลักษณ์
ที่ นครวัด มีภาพจากศตวรรษที่ 12 แสดงเทวดา (devata) เปลือยอกถือสไบที่เชื่อมกับผ้านุ่ง (sampot) ของพวกเธอ

ขณะที่ผนังด้านเหนือของนครวัดมีภาพกลุ่มสตรีในศตวรรษที่ 16 สวมสไบยาวและถือเครื่องบูชาต่าง ๆ

สำหรับผู้ชาย โดยเฉพาะพราหมณ์และพระภิกษุ สไบจะเรียกว่า sbong sbai trai chivor และถือเป็นจีวรของนักบวชในศาสนาฮินดูและพุทธ
สำหรับผู้หญิง สไบสามารถใช้ได้อย่างอิสระและหลากหลายรูปแบบ เช่น พันรอบลำตัว คลุมไหล่ และโดยทั่วไปใช้ปิดหน้าอกและหน้าท้อง โดยพาดผ่านไหล่ซ้าย

เกี่ยวกับรากศัพท์ Prumsodun Ok อธิบายว่า:
คำยืมจากภาษาเขมรที่มีพยางค์เดียว เมื่อเข้าสู่ภาษาไทยมักกลายเป็นสองพยางค์ เช่น phka (ดอกไม้) เป็น phaka, spean (สะพาน) เป็น sapan และ sbai เป็น sabai นอกจากนี้ ชาวเขมรโบราณยังเรียกเครื่องแต่งกายนี้ด้วยคำในภาษาสันสกฤต เช่น kapata และ uttarasanga
ในหมู่บ้านชื่อ Sampan Leu ในอำเภอ Saang จังหวัดกันดาล การปักลวดลายสไบเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาหลายรุ่นในประมาณ 40 ครอบครัว โดยผู้นำชุมชนกล่าวว่าประเพณีนี้มีมาตั้งแต่สมัยโบราณในบางหมู่บ้าน ชาวบ้านตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงอายุ 60 ปีมีส่วนร่วมในกระบวนการนี้ ลวดลายจะถูกกำหนดโดยลูกค้า และ แบบลายดั้งเดิม จะถูกส่งต่อให้ช่างปัก

สไบมักถูกเช่าโดยผู้ที่ไปเยือน นครวัด เพื่อใช้ในงานเทศกาลและงานแต่งงาน และวัสดุไม่ได้จำกัดแค่ผ้าไหม สไบที่เป็นที่ต้องการมักทำด้วยลวดลายเขมรดั้งเดิมแท้ โดยช่างฝีมือมีเป้าหมายเพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรมเขม
ลาว 🇱🇦
ในประเทศ ลาว เครื่องแต่งกายนี้เรียกว่า ผ้าเบี่ยง (phaa biang) หรือ สไบ เป็นเรื่องปกติที่ผู้หญิงลาวจะสวมสไบ เพราะถือเป็นเครื่องแต่งกายแบบดั้งเดิม

สไบยังสามารถสวมใส่โดยผู้ชายได้ในงานแต่งงานหรือเมื่อเข้าร่วมพิธีทางศาสนา โดยสไบของผู้ชายลาวมักมีลวดลายตาราง
สไบยังอาจเป็นผ้าไหมผืนยาว กว้างประมาณหนึ่งฟุต พาดเฉียงผ่านหน้าอก คลุมไหล่ข้างหนึ่ง และปล่อยปลายอีกด้านตกลงไปด้านหลัง
เมียนมา (เฉพาะชนชาติมอญ) 🇲🇲

กลุ่มชาติพันธุ์มอญก็เป็นที่รู้กันว่ามีประเพณีการสวมผ้าคลุมลักษณะคล้ายสไบเช่นกัน โดยเรียกว่า yat toot ในภาษามอญ ซึ่งสวมพาดเฉียงผ่านหน้าอก คลุมไหล่ข้างหนึ่ง และปล่อยปลายอีกด้านห้อยลงด้านหลัง คล้ายกับที่ผู้หญิงลาวสวมใส่
ประเพณีนี้ทำให้พวกเขาแตกต่างจากกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ใน เมียนมา
ชาวมอญในปัจจุบัน สืบเชื้อสายมาจากรัฐโบราณที่ได้รับอิทธิพลจากอินเดียหลายแห่ง โดยเฉพาะ ทวารวดี
โบราณวัตถุบรรพบุรุษชาวมอญ หรือ ทวารวดี ที่เก่าแก่ที่สุดที่ แสดงภาพกลุ่มสตรีที่สวมเครื่องแต่งกายลักษณะคล้ายสไบ อยู่ที่เมืองคูบัว (ปัจจุบันพื้นที่บริเวณนี้ตกเป็นของประเทศไทย)

ไทย (สยาม) 🇹🇭

หลักฐานที่เก่าแก่เกี่ยวกับสไบ ที่จะไปสู้กับอารยธรรมชนชาติ มอญ และ เขมร จริงๆ ไทยเราไม่มี
โบราณวัตถุที่เมืองคูบัว แม้ปัจจุบันพื้นที่ตรงนี้ จะกลายมาเป็นประเทศไทย แต่ต้องยอมรับว่าเป็นการแบ่งเขตดินแดนกันในยุคสมัยใหม่ ไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆกับ อารยธรรมเดิม และมันไม่ใช่อารยธรรมไท แต่ทวารวดี คืออารยธรรมมอญ ภาพเมืองคูบัว ไทยจึงเอามาใช้เคลมไม่ได้
แต่ถ้าพูดถึงสไบ (Thai: สไบ) หรือ ผ้าเบี่ยง สำหรับประเทศเป็นเครื่องแต่งกายลักษณะคล้ายผ้าคลุมไหล่ หรือผ้าปิดหน้าอก สามารถใช้ได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย
สไบยังเป็นที่รู้จักว่าเป็นผ้าไหมผืนยาว กว้างประมาณหนึ่งฟุต พาดเฉียงรอบหน้าอก คลุมไหล่ข้างหนึ่ง และปล่อยปลายผ้าห้อยลงด้านหลัง
สไบสามารถสวมกับร่างกายที่เปลือยท่อนบน หรือสวมทับเสื้อผ้าอีกชั้นหนึ่งก็ได้
การสวมสไบร่วมกับเสื้อผ้าแบบวิกตอเรีย เป็นที่นิยมในสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และต่อเนื่องจนถึงสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ก่อนที่เสื้อผ้าแบบตะวันตกจะได้รับความนิยมมากขึ้น