เหตุการณ์สร้างสถานการณ์ความไม่สงบพร้อมกันถึง 51 จุด ครอบคลุม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (นราธิวาส 22 จุด, ยะลา 18 จุด, ปัตตานี 11 จุด) ในช่วงค่ำของวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา ตลอดจนเหตุการณ์ในช่วงปีที่ผ่านมา กระจายวง รุนแรงขึ้น ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายและความหวาดผวาให้แก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ แต่ยังเป็นสัญญาณที่ชัดเจนถึง "ความล้มเหลวเชิงนโยบายและการบริหารจัดการความมั่นคงของรัฐบาลของชายแดนใต้" ชี้ให้เห็นถึงจุดบกพร่องสำคัญของการบริหารงานโดยรัฐบาล ดังนี้1. ความล้มเหลวของระบบการข่าวและการประเมินภัยคุกคาม
การก่อเหตุพร้อมกันมากกว่า 50 จุดในเวลาไล่เลี่ยกัน ต้องอาศัยการวางแผน การระดมคน และการส่งกำลังบำรุงล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ อะไรเป็นสาเหตุที่ไม่สามารถตรวจจับสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าได้ สะท้อนถึงช่องโหว่ร้ายแรงในการบูรณาการงานการข่าวระหว่างหน่วยงาน ทั้งที่มีการจัดสรรงบประมาณด้านความมั่นคงในพื้นที่ไปอย่างมหาศาล ต้องยอมรับว่า จนท ก็ทำงานหนักนะครับ แต่การข่าวของเราคือ ล้มเหลวจริง ๆ ต้องยอมรับ
2. การใช้งบประมาณที่ขาดประสิทธิภาพและไม่ตรงเป้าหมาย
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา งบประมาณดับไฟใต้ถูกจัดสรรไปปีละหลายหมื่นล้านบาท แต่ผลลัพธ์กลับวนเวียนอยู่กับการตั้งรับ เหตุการณ์ครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า นโยบายการจัดซื้อจัดจ้างเทคโนโลยีและการกระจายทรัพยากรด้านความมั่นคงยังไม่ตอบโจทย์ความปลอดภัยของประชาชนอย่างแท้จริง กำลังพลชั้นผู้น้อยยังขาดแคลนเครื่องมือที่ทันสมัย ขณะที่โครงสร้างส่วนบนกลับเทอะทะและล่าช้าในการสั่งการ
3. การบริหารขาดการมีส่วนร่วมของชุมชน
หากรัฐบาลยังคงพึ่งพากลไกอำนาจพิเศษและการรวมศูนย์ โดยละเลยการสร้างกระบวนการสันติภาพที่มีประสิทธิภาพและการดึงชุมชนท้องถิ่นเข้ามาเป็นแนวร่วม เมื่อประชาชนในพื้นที่ไม่รู้สึกถึงความปลอดภัยและความเป็นธรรม การแก้ไขปัญหาจึงตกอยู่ในวังวนเดิม รัฐบาลต้องเลิกซุกปัญหาไว้ใต้พรม ต้องปรับยุทธศาสตร์จากการ "ตั้งรับเชิงพื้นที่" สู่การปฏิรูปโครงสร้างความมั่นคงที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเคารพสิทธิมนุษยชน
นายกรัฐมนตรีในฐานะ ผอ.รมน. ควรแสดงความรับผิดชอบเชิงนโยบาย เร่งเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และกำหนดมาตรการเชิงรุกที่เป็นรูปธรรมทันที ไม่ใช่เพียงแค่ออกแถลงการณ์ตามสถานการณ์ไปวันๆ