📣 สรุปประเด็นดราม่าจากโหนกระแส หมอคลินิกกร่างเหยียดคนไข้ 30 บาท ด่ากราดสารพัดคำหยาบ "พวกชั้นต่ำ-สิทธิ์ขอทาน-กะหรี่" แช่งให้ตายก่อนวัย วีรกรรมเพียบ มีขู่ฟ้องคนไข้เรียกเงินล้าน สุดท้ายศาลยกฟ้อง ล่าสุดสปสช.เตรียมเชือด
.
เป็นเรื่องของคนไข้บัตรทอง 30 บาท ที่ถูกหมอในคลินิกแห่งหนึ่งดูถูกเหยียดหยามว่าเป็นพวกชั้นต่ำ พร้อมด่ากราดด้วยคำหยาบคายสารพัด วันนี้ผู้เสียหายหลายเคสจึงต้องมารวมตัวกันแฉพฤติกรรมสุดกร่าง และนี่คือวีรกรรมทั้งหมด
.
🔵 เคสที่ 1 คุณปริม (ผู้ป่วยโรคไตระยะสุดท้ายที่โดนหมอคุกคามและเหยียดสิทธิ์ขอทาน)
◼️ คุณปริมเป็นผู้ป่วยโรคไตระยะสุดท้าย ที่ต้องฟอกไตสัปดาห์ละ 3 ครั้ง และใช้สิทธิ์ 30 บาท ในการรักษา
◼️วันเกิดเหตุ เธอเดินทางไปคลินิกเพื่อขอใบส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลตามรอบทุกๆ 3 เดือน แต่พยาบาลเดินมาแจ้งว่า "หมอไม่อนุญาตให้ออกใบส่งตัว"
◼️ เมื่อคุณปริมเข้าไปถามเหตุผล หมอ (ผู้ชาย อายุราว 40 ปี) กลับโวยวายใส่ว่า "ตามนั้นแหละจ๊ะ ไม่พอใจก็ย้ายไป" และอ้างว่าคุณปริมกินแค่ยาและตรวจเลือดก็พอ ทั้งที่คุณปริมไม่ได้กินยานั้นมานานแล้ว
◼️ เมื่อคุณปริมขอพยาบาลดูประวัติ OPD ของตัวเอง หมอกลับเดินตามมาประชิดตัว หายใจรดหน้า กำหมัดทำท่าเหมือนจะชก
◼️พร้อมท้าทายเสียงดังว่า "จะเอาใช่มั้ย! จะเอาใช่มั้ย!" ท่ามกลางสายตาคนไข้คนอื่นๆ ในคลินิกกว่า 20 คน จนมีคุณป้าคนหนึ่งต้องรีบเข้ามากอดและพาคุณปริมไปนั่งหลบมุมเพราะความหวาดกลัวจนร้องไห้
◼️ คุณหมอยังไม่หยุดคุกคาม ได้กระชากแฟ้มประวัติของคุณปริมไปจากมือพยาบาล แล้วหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายภาพข้อมูลส่วนตัว ทั้งที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์เก็บไว้
◼️จากนั้นหมอก็เดินเข้าออกห้องตรวจและออกมาด่าทอคุณปริมทุกๆ 1 นาที มีการแช่งว่า "ถ้ายังเป็นคนอยู่ อย่าหวังว่าจะอยู่สงบสุขเลย" และข่มขู่ว่าจะเอาตำรวจไปหาถึงหน้าบ้าน จนคุณปริมต้องหนีกลับบ้านโดยไม่ได้ทั้งยาและไม่ได้ตรวจเลือด
◼️ เมื่อกลับถึงบ้าน หมอได้เอาเบอร์โทรศัพท์จากในแฟ้มประวัติ โทรเข้ามาก่อกวน ในสายแรกแฟนรับ หมอก็ข่มขู่สารพัด
◼️ในสายต่อมาคุณปริมอัดเสียงไว้ หมอขู่ว่าจะเอาตำรวจและ "หมายโนติส" ไปลงที่บ้าน เพื่อเอาผิดฐานที่คุณปริมไปโวยวายที่คลินิก
◼️ หมอยังส่งรูปเวชระเบียนกลับมาทางข้อความเพื่อขู่ว่า "วิธีไม่รับสายคือเอาตำรวจบุกถึงบ้าน"
◼️ เมื่อหมอส่งข้อความขู่ว่าจะส่งหมายศาลไปที่บ้านและบอกว่าจะไม่รับกระเช้า คุณปริมที่ทนไม่ไหวจึงตอบแชตกลับไปประชดว่า "ส่งเอกสารตามที่อยู่ได้เลยค่ะ พอดีที่บ้านกระดาษซับมันหมด"
◼️ หมอสติแตก โทรศัพท์กระหน่ำเข้ามาหาคุณปริมรวดเดียวถึง 33 สายโดยไม่หยุดพัก สาดข้อความด่าทอสุดหยาบคาย และเหยียดคนไข้ 30 บาท
◼️ เมื่อคุณปริมไม่รับสาย หมอจึงรัวส่งข้อความ SMS ด่าทอด้วยถ้อยคำที่รุนแรงและหยาบคายที่สุดเท่าที่หมอคนหนึ่งจะทำได้
▪️ ด่าคุณปริมว่าเป็น "กะหรี่โง่แถมเง่า" "โดนแมงดาเกาะ" และเหยียดลามไปดูถูกอาชีพไรเดอร์
▪️ พิมพ์ด่าพ่อแม่ของคุณปริมว่า "พ่อเฮงซวยเลี้ยงลูกมาเป็นกะหรี่และขอทาน" "ครอบครัวสันดานกะหรี่ไปไหนก็สร้างความซวย"
▪️ ด่าว่าโรคที่เป็นคือโรคเวรกรรม แช่งให้ผมร่วง ไตวาย และบอกว่า "ส่วนใหญ่โดดตึกตายในหอผู้ป่วย เราจะรอดูวันนั้นในชีวิตอนาถแบบเธอ... 40 ก็ตายห่าแล้ว"
▪️ หมอเรียกคุณปริมว่าเป็น "ผู้ป่วยอนาถา" "คนไข้ชั้นต่ำ" "เสนียดคลินิก" และพิมพ์ข้อความเหยียดหยามนโยบายรัฐว่า "คนดีดีที่ไหนใช้สิทธิ์ขอทาน 30 บาท" "ใช้ 30 บาทตายทุกโรค" พร้อมบอกว่ายาที่ได้ก็เป็นยาห่วยแตก 🔵 เคสที่ 2 คุณโด
◼️ คุณโดมาใช้สิทธิ์บัตรทอง 30 บาทเป็นครั้งแรก และไม่ทราบกติกาจึงมานั่งรอตั้งแต่เช้า พยาบาลของคลินิกได้กระซิบบอกก่อนเลยว่าที่คลินิกนี้ขอใบส่งตัวยากมาก
◼️ คุณโดจึงต้องโทรศัพท์ประสานงานขอความช่วยเหลือจาก สปสช. โดยตรง และต้องนั่งรอถึง 2 ชั่วโมงกว่าคลินิกจะยอมรับเรื่อง
◼️ เมื่อถึงคิวของคุณโดซึ่งเป็นเคสสุดท้ายของวัน ด้วยความที่เห็นว่าหมอกำลังจะเตรียมตัวกลับบ้าน คุณโดจึงพูดออกไปตามมารยาทด้วยความเกรงใจว่า "กวนใจด้วยนะคะ" (ตั้งใจจะสื่อว่า ขออนุญาตรบกวนเวลา)
◼️ แต่หมอกลับฟังผิดหรือตีความไปเองว่าคนไข้กำลังด่าว่า "กวนตีน" หมอจึงถามย้ำคำนี้ซ้ำๆ ถึง 4 รอบ
◼️ หมอเดินเข้าไปเซ็นใบส่งตัวให้ แต่ปากก็ไล่ว่า "จะเซ็นให้ครั้งนี้ครั้งเดียวนะ ไปใช้สิทธิ์โรงพยาบาลคลองสามวาเลย หวังว่าครั้งหน้าจะไม่เจอกันอีก"
◼️ คุณโดจึงตอบกลับไปว่า "ถ้าเจอบริการแบบนี้ก็ไม่อยากมาเหมือนกัน" คำพูดนี้ทำให้หมอโมโห ผลักประตูห้องตรวจออกมา คว้าแฟ้มประวัติคนไข้ไปถ่ายรูปเก็บที่อยู่และเลขบัตรประชาชนไว้ พร้อมขู่ว่า "ฉันรู้บ้านเธอแล้ว จะจิ้มดูตลอด จะลองดูมั้ย ถ้ากลับมาก็ลองดู"
◼️ เมื่อถูกขู่ คุณโดจึงสวนกลับไปว่า "รู้บ้านแล้วจะทำไมคะ หมอจะไปเผาบ้านหนูหรอคะ" ทำให้หมอของขึ้น เดินตามออกมาพุ่งตัวเข้าประชิดหน้าคุณโดแบบจมูกแทบจะชนกัน และพูดจาท้าทายซ้ำๆ ว่า "จะลองมั้ยล่ะ จะเอามั้ยล่ะ"
◼️ คุณพ่อของคุณโดที่เดินทางมาด้วยพยายามเข้ามาไกล่เกลี่ย ยกมือไหว้ขอโทษหมอและบอกว่าถ้าลูกสาวพูดอะไรให้โกรธก็ขออภัย
◼️ แต่หมอกลับไม่ยอมจบ ชี้หน้าและตะโกนใส่ว่า "ก็มึงกวนตีนกูก่อน" แถมยังด่าคุณโดต่อหน้าคุณพ่อเลยว่า "อีโรคจิต พ่อแม่ไม่สั่งสอน" ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากที่คุณโดไปแจ้งความ หมอยังได้โทรศัพท์ไปก่อกวนตำรวจที่ออกหมายเรียกจนคุณตำรวจต้องกดบล็อกเบอร์ทิ้งอีกด้วย
🔵 เคสที่ 3 คุณนัท
◼️ ลูกชายของคุณนัทมีอาการปัสสาวะเป็นเลือด จึงพาไปตรวจที่คลินิกแห่งนี้และพบว่าอาจเป็นนิ่ว
◼️ แต่เมื่อไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลและรับยามากินแล้วถึง 3 รอบ อาการกลับหนักกว่าเดิม แพทย์เฉพาะทางจึงสั่งให้ "ฉีดสี" เพื่อตรวจดูให้แน่ชัด
◼️ ซึ่งหากไม่มีใบส่งตัวจากคลินิกต้นสังกัดเพื่อยืนยันสิทธิ์ คนไข้จะต้องจ่ายค่ารักษาเองถึง 5,000 บาท
◼️ ลูกชายได้ไปรอรับคิวที่คลินิกตั้งแต่ก่อน 6 โมงเช้า และได้พบหมอในตอนบ่าย 3 โมง แต่หมอกลับไม่ออกใบส่งตัวให้
◼️ โดยอ้างว่าไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่เอายาฆ่าเชื้อไปกินเดี๋ยวก็หาย พร้อมตัดบทว่าถ้าอยากไปรักษามากนัก "ก็ไปจ่ายตังค์เองละกัน"
◼️ คุณนัททราบเรื่องจากลูกชายจึงรีบขี่รถไปที่คลินิกเพื่อถามเหตุผลด้วยตัวเอง เพราะมั่นใจว่าตนเองทำตามขั้นตอนครบถ้วน
◼️ แต่หมอตอบกลับมาสั้นๆ แค่ "ตามนั้นแหละค่ะ" พอคุณนัทแย้งว่าลูกชายกินยามา 3 รอบแล้วอาการแย่ลง
◼️หมอกลับพูดไล่ "เชิญค่ะ เชิญค่ะ" พร้อมกับโยนใบนัดของโรงพยาบาลใส่หน้าคุณนัทเต็มๆ คุณนัทโมโหจึงโยนใบนั้นกลับไป หมอเลยด่ากราดว่า
◼️ ด้วยความโกรธจัดที่ถูกด่าและโดนโยนของใส่หน้า คุณนัทจึงใช้มือปัดข้าวของและเมาส์บนโต๊ะหมอกระเด็น
◼️ ลูกชายที่เห็นแม่โดนทำร้ายจิตใจก็โมโหจัด ตะโกนสวนไปว่าถ้าไม่ติดว่าเป็นแม่ ตนเองคงชกหน้าหมอไปแล้ว ซึ่งหมอก็ยังคงกร่างและท้าทายกลับว่า "เชิญค่ะ เชิญสิ"
◼️ หมอไม่ได้ไปลงบันทึกประจำวันกับตำรวจ แต่ใช้วิธีฟ้องตรงต่อศาลเป็นคดีอาญา และเรียกค่าเสียหายจากคุณนัทสูงถึง 1,200,000 บาท
◼️แต่สุดท้ายเมื่อวันที่ 21 ส.ค. ที่ผ่านมา ศาลมีคำพิพากษา "ยกฟ้อง" โดยศาลเล็งเห็นว่าสิ่งที่คุณนัททำคือการติชมโดยสุจริตตามข้อเท็จจริง และมองว่าหมอตั้งใจฟ้องเพื่อหวังจะเรียกเงินจากคนไข้ ซึ่งขณะนี้คุณนัทกำลังปรึกษาทนายเพื่อเตรียมฟ้องกลับหมอคนนี้ให้ถึงที่สุด
🔵 เคสที่ 4 คุณไผ่
◼️ พี่ชายของคุณไผ่กระดูกหัก ต้องเอกซเรย์และรักษาตัวที่โรงพยาบาลซึ่งมีค่าใช้จ่ายประเมินไว้สูงถึง 45,000 บาท
◼️ ครอบครัวไม่มีเงินมากขนาดนั้นจึงไปขอใบส่งตัวที่คลินิกตามสิทธิ์ แต่พอไปถึงก็เจอหมอคนนี้กำลังยืนทะเลาะและด่าคนไข้รายอื่นเสียงดังลั่นอยู่หน้าห้อง
◼️ เมื่อถึงคิว หมอกลับปฏิเสธไม่ออกใบส่งตัวให้ โดยอ้างว่าคลินิกรักษาได้แต่คุณไผ่ต้องจ่ายเงินเอง
◼️ ผลจากการไม่ยอมส่งตัวในวันนั้น ทำให้ปัจจุบันพี่ชายของคุณไผ่ก็ยังคงต้องนอนรักษาตัวอยู่ในห้องผู้ป่วยหนัก (ICU)
◼️ ต่อมาคุณไผ่ไปเห็นผู้เสียหายหลายคนโพสต์แฉพฤติกรรมของหมอคนนี้ลงในโซเชียล คุณไผ่จึงกด "แชร์" โพสต์นั้นเพื่อเป็นการเตือนภัยสู่สาธารณชน
◼️ ปรากฏว่าถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายจากคุณไผ่สูงถึง 1 ล้านบาท แต่เมื่อไปขึ้นศาล สุดท้ายศาลได้มีคำสั่ง "ยกฟ้อง" เนื่องจากคุณไผ่เพียงแค่กดแชร์ข้อมูลเท่านั้น ไม่ได้เป็นคนพิมพ์โพสต์เอง
◼️ แทนที่จะจบ หมอกลับตามสืบจนเจอเฟซบุ๊กของคุณไผ่ และทักแชตมาส่งข้อความข่มขู่คุกคามสารพัด หมอพิมพ์ขู่ว่า "ไม่กลัวติดคุกหรอ" พร้อมทั้งข่มขู่ว่าจะเอาผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ โทษจำคุก 3 ปี และบอกว่ารอบนี้จะเอาให้สุดโดยไม่มีการรอลงอาญา
◼️ หมอยังอ้างในแชตอีกว่า ตัวหมอเองก็มี "ตั๋วทนาย" แต่แค่ไม่ว่างทำงานทุกวัน นอกจากนี้ยังพิมพ์ข่มขู่ก้าวล่วงกระบวนการยุติธรรมว่า คลินิกยื่นฟ้องไปแล้ว 5 คดี
◼️ หากอัยการหรือศาลไม่ประทับรับฟ้อง จะถือว่าอัยการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ทุจริต และต้องโดนให้ออกจากราชการ
◼️ ซึ่งประเด็นนี้ ทนายตุ๋ย ได้ชี้แจงจับโป๊ะหมอว่า ถ้านักกฎหมายหรือทนายความตัวจริง เขาจะเรียกกันว่า "ใบอนุญาตว่าความ" ไม่มีใครเขาเรียกว่า "ตั๋วทนาย" แบบที่หมอพยายามกล่าวอ้างแน่นอน
🔵 การดำเนินการเอาผิดหมอและคลินิก
◼️ ทนายตุ๋ยระบุว่า การที่คลินิกปล่อยให้หมอถ่ายรูปประวัติคนไข้มีความผิดตามกฎหมาย PDPA ชัดเจน และการด่าทอพ่อแม่คนไข้เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท
◼️ คุณธนกฤตย้ำว่าการปฏิเสธส่งตัวเมื่อเกินศักยภาพคลินิก ถือว่าผิดกติกา และพฤติกรรมด่าทอเหยียดหยามคนไข้ผิดจริยธรรมแพทย์อย่างร้ายแรง
◼️ ทางด้านสปสช. เตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบ อาจพิจารณาสั่งปิดคลินิกชั่วคราว และจะประสาน สน.มีนบุรี เพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายให้ดำเนินคดีกับหมอคนนี้ให้ถึงที่สุด