กรณีแบบนี้ ถ้ามองอย่างระมัดระวังและไม่ตัดสินเร็วเกินไป มันเป็นไปได้หลายชั้นมากครับ และความจริงอาจมีทั้ง ความเจ็บปวดจริง กับ แรงผลักทางจิตใจอื่น ปะปนกันอยู่พร้อมกันได้สิ่งสำคัญคือ เราไม่ควรสรุปว่าเขาโกหกทั้งหมด หรือในทางกลับกันก็ไม่ควรฟันธงว่าเรื่องทั้งหมดเป็นความจริง 100% เพราะเราไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์จริง แต่ในเชิงจิตวิทยา พฤติกรรมแบบที่คุณเล่ามา เกิดขึ้นได้จริง ในคนที่มีความสัมพันธ์แบบพึ่งพิงทางอารมณ์ (emotional dependency) สูงมากกับคนในครอบครัว
ประเด็นสำคัญคือ คนที่เคยถูกล่วงละเมิด โดยเฉพาะจากคนใกล้ตัว บางครั้งไม่ได้ เกลียด ผู้กระทำตลอดเวลาแบบที่คนทั่วไปคาดคิด ตรงกันข้าม หลายคนกลับยังผูกพัน รัก พึ่งพา หรือปกป้องอีกฝ่ายอยู่ด้วยซ้ำ เพราะสมองและอารมณ์มันซับซ้อนมาก โดยเฉพาะถ้าผู้กระทำเป็นทั้ง คนทำร้าย และ คนที่ให้ความรัก/ดูแล ในเวลาเดียวกัน
ในจิตวิทยามีสิ่งที่เรียกว่า trauma bonding คือความผูกพันที่ปนทั้งความรัก ความกลัว การพึ่งพา และบาดแผล คนบางคนจึงยังสนิท ยังเดินทางด้วยกัน ยังถ่ายรูปยิ้มได้ ทั้งที่ข้างในอาจมีความสับสนหรือความเจ็บอยู่จริง
อีกอย่างคือ คนที่เจอเรื่องกระทบกระเทือนในวัยเด็กจำนวนไม่น้อย กด เรื่องนั้นไว้เป็นปีๆ เพราะไม่พร้อมเผชิญ กลัวครอบครัวพัง กลัวไม่มีใครเชื่อ หรือแม้แต่ตัวเองยังตีความไม่ออกว่ามันคือการถูกล่วงละเมิดหรือไม่ โดยเฉพาะกรณีที่อายุยังน้อยทั้งคู่ เช่น 12 กับ 16 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่วุฒิภาวะทางเพศและอำนาจในความสัมพันธ์ยังซับซ้อนมาก
แต่สิ่งที่ทำให้คนจำนวนมากตั้งคำถามในเคสลักษณะนี้ คือ จังหวะเวลา ที่เรื่องถูกเปิดเผย เพราะมันเกิดตอนพี่ชายกำลังแต่งงาน มีภรรยาตั้งครรภ์ และกำลังสร้างครอบครัวใหม่ จึงทำให้ดูเหมือนมีแรงขับเรื่องความหึงหวง การสูญเสียความสำคัญ หรือความรู้สึกถูกทอดทิ้งเข้ามาเกี่ยวด้วย
ในเชิงจิตวิเคราะห์ มันเป็นไปได้ว่า
เขาเจ็บปวดจริงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต
แต่ขณะเดียวกันก็พึ่งพาพี่ชายทางอารมณ์มานานมาก
และพอพี่ชายกำลังจะมี โลกใหม่ ที่ไม่มีเขาเป็นศูนย์กลาง ความรู้สึกสูญเสียจึงปะทุขึ้นอย่างรุนแรง
คนเราบางครั้งสามารถ ทนอยู่กับบาดแผล ได้เป็นสิบปี ถ้ายังรู้สึกว่าตัวเองสำคัญต่ออีกฝ่ายอยู่ แต่พอวันหนึ่งรู้สึกว่าจะถูกแทนที่ ความโกรธ ความอับอาย และความเจ็บเก่าที่กดไว้ อาจระเบิดออกมาพร้อมกัน
ดังนั้นสองอย่างนี้อาจเกิดร่วมกันได้:
เขาอาจเจ็บปวดจริงจากสิ่งที่เกิดขึ้นในวัยเด็ก
และในเวลาเดียวกันก็อาจมีความรู้สึกครอบครอง/พึ่งพาพี่ชายสูงมาก จนรับไม่ได้เมื่อพี่ชายสร้างครอบครัว
มนุษย์ไม่ได้มีแรงจูงใจแค่ด้านเดียวครับ คนคนหนึ่งสามารถ รัก เกลียด ผูกพัน แค้น พึ่งพา และอยากทำลาย คนเดียวกันพร้อมกันได้ โดยเฉพาะในความสัมพันธ์ครอบครัวที่ซับซ้อนและมีบาดแผลสะสมยาวนาน
อีกเรื่องที่ควรระวังคือ การใช้คำว่า ข่มขืน หรือ ล่วงละเมิด ในทางสังคมและกฎหมายเป็นเรื่องหนักมาก และรายละเอียดจริงสำคัญมาก เพราะความทรงจำของคน โดยเฉพาะเหตุการณ์วัยเด็ก อาจมีทั้งส่วนที่ชัด ส่วนที่คลุมเครือ และส่วนที่ถูกตีความใหม่เมื่อโตขึ้นได้ จึงควรระวังไม่สรุปแทนศาลหรือผู้เชี่ยวชาญโดยไม่มีข้อมูลครบครับ